ใต้ตาที่ดูโทรม ไม่ได้มีสาเหตุเดียว
ช่วงปลายฝนแบบนี้ หมอวิวสังเกตว่าคนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องใต้ตาที่ห้องตรวจ VASYL Clinic ขอนแก่น เพิ่มขึ้นชัดเจน อากาศแปรปรวน นอนไม่ค่อยพอ หลายคนเริ่มมองกระจกแล้วรู้สึกว่าหน้าดูโทรมกว่าที่ควรจะเป็น
คำถามที่ได้ยินบ่อยคือ “ทำยังไงให้ใต้ตาดูสดใสขึ้นก่อนงาน” หรือ “รูปที่ถ่ายมาทำไมใต้ตาดูคล้ำ ดูเหนื่อยกว่าตัวจริง”
สิ่งแรกที่หมอวิวมักอธิบายให้คนไข้ฟังคือ คำว่า “ใต้ตาไม่สวย” ที่คนไข้พูดมาคำเดียวกัน เบื้องหลังกลับเป็นคนละเรื่องกันได้หลายแบบ และแบ่งคร่าวๆ ได้เป็น 4 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 — ใต้ตาโหล เป็นร่องลึกจากโครงสร้าง เห็นเป็นเงาทอดยาวจากหัวตาเฉียงลงมาทางแก้ม ชัดขึ้นเวลาแสงส่องจากด้านบน กลุ่มนี้ต้นเหตุอยู่ที่ รูปทรงและปริมาตร ไม่ใช่ที่สีผิว คือมีแนวเอ็นยึดผิวหนังบริเวณขอบเบ้าตาตรึงผิวไว้กับกระดูก ประกอบกับชั้นไขมันบริเวณแก้มด้านบนลดลงหรือเลื่อนต่ำลงตามวัย จึงเกิดเป็นแอ่งและเงาขึ้น จุดสังเกตง่ายๆ คือถ้าเอานิ้วดันผิวบริเวณนั้นขึ้นเบาๆ แล้วเงาดูตื้นลง มักเป็นเรื่องของปริมาตร
กลุ่มที่ 2 — ถุงใต้ตานูน กลุ่มนี้ต้องแยกให้ออกอีกสองแบบ เพราะแก้คนละทาง
- แบบที่นูนอยู่เกือบตลอดเวลา มักมาจากไขมันที่อยู่ในเบ้าตาเลื่อนมาดันด้านหน้าจนเห็นเป็นถุง แบบนี้จะไม่หายไปแม้นอนเต็มอิ่ม และมักค่อยๆ ชัดขึ้นตามอายุ
- แบบที่บวมเป็นบางวัน ตื่นเช้ามาบวม สายๆ ยุบลง หรือบวมเวลากินเค็ม อดนอน ร้องไห้ ช่วงมีประจำเดือน หรือช่วงที่ภูมิแพ้กำเริบ แบบนี้เป็นเรื่องของ น้ำในเนื้อเยื่อ ไม่ใช่ไขมัน สองแบบนี้หน้าตาคล้ายกันมากในรูปถ่าย แต่แนวทางดูแลคนละทางกันเลย และทั้งคู่ไม่ใช่กลุ่มที่การฉีดเติมเต็มจะตอบโจทย์
กลุ่มที่ 3 — คล้ำจากเม็ดสีหรือเส้นเลือด คือคล้ำที่ตัวสีจริงๆ ไม่ใช่เงา บางคนเป็นสีน้ำตาลจากเม็ดสีที่มากกว่าปกติซึ่งมีเรื่องพันธุกรรมและเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยว บางคนเป็นสีออกม่วงอมฟ้าเพราะผิวหนังใต้ตาบางกว่าที่อื่นบนใบหน้ามาก จนเห็นเส้นเลือดที่อยู่ข้างใต้ และในหลายคนมีตัวเร่งที่แก้ได้จริงอย่างการขยี้ตาบ่อยจากภูมิแพ้ การพักผ่อนไม่พอ การสูบบุหรี่ และแสงแดด
กลุ่มที่ 4 — ผิวใต้ตาบางลงและหย่อนลง ผิวบริเวณนี้บางเป็นทุนเดิม เมื่อคอลลาเจนและความยืดหยุ่นลดลงตามวัย ผิวจะดูเหี่ยวเป็นริ้วเล็กๆ ไม่เรียบตึงเหมือนเดิม และเมื่อผิวไม่เรียบ แสงก็ตกกระทบไม่สม่ำเสมอ ทำให้ดูหมองลงไปอีกชั้นหนึ่ง
ที่ต้องบอกตรงๆ คือ คนส่วนใหญ่ที่เดินเข้ามาไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว ส่วนมากเป็นสองหรือสามกลุ่มปนกัน และสัดส่วนของแต่ละกลุ่มในแต่ละคนไม่เท่ากัน นี่คือเหตุผลที่การดูรูปคนอื่นแล้วสรุปว่า “เขาทำอันนี้แล้วดี เราน่าจะทำตาม” มักไม่ได้ผลอย่างที่คิด
ในบทความนี้หมอวิวจะพาไปดู 2 โปรแกรมที่คนไข้ถามถึงบ่อยมาก คือ โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา และ โปรแกรม Olidia 120 ว่าแต่ละตัวออกแบบมาเพื่อแก้อะไร และไม่ได้แก้อะไร
โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับปัญหาแบบไหน
โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตาใช้สารกลุ่ม Hyaluronic Acid หรือที่เรียกกันว่า HA ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวปริมาตรด้วยตัวมันเอง ฉีดเข้าไปในชั้นที่เหมาะสมเพื่อทดแทนส่วนที่เป็นแอ่ง ทำให้พื้นผิวเรียบขึ้นและเงาที่เกิดจากร่องดูตื้นลง
ด้วยกลไกแบบนี้ โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตาจึงตรงกับ กลุ่มที่ 1 คือใต้ตาโหลหรือร่องลึกจากโครงสร้าง เป็นหลัก เพราะเป็นปัญหาที่ต้นเหตุคือปริมาตรที่หายไปจริงๆ
ส่วนกลุ่มอื่น หมอวิวขอพูดให้ชัด
- ถุงใต้ตาจากไขมันที่เลื่อนมาด้านหน้า (กลุ่มที่ 2 แบบแรก) การเติมเข้าไปไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ และถ้าประเมินไม่ดีอาจทำให้บริเวณนั้นดูอูมขึ้นกว่าเดิม
- คนที่บวมน้ำง่ายอยู่แล้ว (กลุ่มที่ 2 แบบที่สอง) ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะสาร HA มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ ในคนที่มีแนวโน้มบวมอยู่เดิม การฉีดบริเวณนี้อาจทำให้อาการบวมเด่นขึ้นและอยู่นานกว่าที่คิด ซึ่งเป็นเรื่องที่มีรายงานในเอกสารทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ
- คล้ำจากเม็ดสี (กลุ่มที่ 3) การเติมเต็มไม่ได้ทำให้เม็ดสีจางลง ถ้าคล้ำของคนนั้นเป็นเรื่องสีล้วนๆ ฉีดไปก็ไม่ตอบโจทย์
- ผิวบางและหย่อน (กลุ่มที่ 4) เป็นเรื่องคุณภาพผิว ไม่ใช่เรื่องปริมาตร จึงต้องใช้แนวทางคนละแบบ
นี่คือเหตุผลที่หมอวิวย้ำกับคนไข้เสมอว่า ก่อนทำโปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตาทุกครั้งต้องให้แพทย์ประเมินหน้างานก่อนว่าใต้ตาของคนคนนั้นเป็นแบบไหน ไม่ใช่ทุกคนที่มาด้วยคำว่า “ใต้ตาคล้ำ” จะเหมาะกับแนวทางเดียวกันหมด
เรื่องที่หมอวิวคุยกับคนไข้ให้จบก่อนฉีดเสมอ
ใต้ตาเป็นบริเวณที่ผิวบางและมีเส้นเลือดอยู่หนาแน่น จึงเป็นจุดที่ต้องใช้ความเข้าใจกายวิภาคมากกว่าหลายจุดบนใบหน้า เรื่องที่คนไข้ควรรู้ก่อนตัดสินใจมีดังนี้
เรื่องที่พบได้บ่อยและมักดีขึ้นเอง คือช้ำและบวมในช่วงแรก ซึ่งเป็นผลจากการแทงเข็มมากกว่าจากตัวสาร
เรื่องที่พบได้น้อยกว่าแต่ควรรู้จักไว้
- ผิวบริเวณที่ฉีดดูออกฟ้าอมเทา เกิดจากการที่สารอยู่ตื้นเกินไปในผิวที่บางมาก ทำให้แสงสะท้อนออกมาเป็นสีนั้น
- บวมค้างนานกว่าปกติ โดยเฉพาะในคนที่มีแนวโน้มบวมน้ำอยู่เดิม
- ก้อนนูนหรือผิวไม่เรียบเป็นคลื่น จากตำแหน่ง ความลึก หรือปริมาณที่ไม่เหมาะกับผิวของคนนั้น
- การเคลื่อนที่ของสารไปจากตำแหน่งเดิม ซึ่งมักปรากฏช้า อาจเป็นหลังฉีดไปแล้วเป็นปี
เรื่องที่พบได้น้อยมากแต่ร้ายแรง คือการที่สารเข้าไปในหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ บริเวณกลางใบหน้าและรอบดวงตามีเครือข่ายหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา ทำให้มีรายงานภาวะการมองเห็นผิดปกติหลังการฉีดสารเติมเต็มบนใบหน้าอยู่ในเอกสารทางการแพทย์ทั่วโลก ถึงแม้ตำแหน่งที่มีรายงานมากคือหน้าผาก หว่างคิ้ว และจมูก มากกว่าบริเวณใต้ตาก็ตาม
หมอวิวเขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ใช่เพื่อให้กลัว แต่เพราะเป็นข้อมูลที่คนไข้ควรได้รับก่อนตัดสินใจ และเพราะสิ่งที่ลดความเสี่ยงได้จริงมีอยู่ไม่กี่อย่าง คือ ทำโดยแพทย์ที่เข้าใจกายวิภาคของบริเวณนี้ ใช้เทคนิคและเครื่องมือที่เหมาะกับตำแหน่ง ใช้ปริมาณเท่าที่จำเป็น และคนไข้รู้ว่าถ้ามีอาการผิดปกติต้องติดต่อกลับทันที
สัญญาณที่ต้องติดต่อคลินิกทันที ไม่ต้องรอดูอาการ: ปวดมากผิดปกติระหว่างหรือหลังฉีด · ตามัวลง เห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นเปลี่ยนไป · ผิวบริเวณนั้นซีดขาวหรือเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเป็นหย่อม · ปวดศีรษะรุนแรง · บริเวณที่ฉีดแดง ร้อน บวมมากขึ้น กดเจ็บมากขึ้น หรือมีไข้
ใครที่ควรชะลอไว้ก่อน หรือต้องคุยกับแพทย์ให้ละเอียดเป็นพิเศษ
- ผู้ที่มีการติดเชื้อ ผื่น หรือการอักเสบบริเวณที่จะฉีดในขณะนั้น ควรรอให้หายก่อน
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาแก้ปวดกลุ่มที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้ง
- ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรง หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร — คลินิกไม่ให้บริการหัตถการความงามในกลุ่มนี้
- เรื่องอายุ ข้อบ่งใช้ของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ที่ได้รับอนุมัติในต่างประเทศกำหนดไว้ที่ผู้ใหญ่อายุ 21–22 ปีขึ้นไปแล้วแต่ผลิตภัณฑ์ เพราะยังไม่มีข้อมูลรองรับในกลุ่มที่อายุน้อยกว่านั้น
โปรแกรม Olidia 120 เหมาะกับปัญหาแบบไหน
โปรแกรม Olidia 120 ทำงานคนละทางกับโปรแกรมฟิลเลอร์ตั้งแต่ระดับกลไก เพราะไม่ได้เป็นตัวปริมาตรด้วยตัวมันเอง แต่เป็นสารในกลุ่ม PLLA (poly-L-lactic acid) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
หลักการคือตัวสารเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาในบริเวณนั้น จากนั้นตัวสารจะค่อยๆ สลายไป สิ่งที่ทำหน้าที่จริงในระยะยาวจึงเป็นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง ไม่ใช่ตัวสารที่ฉีดเข้าไป — หลักการเดียวกับที่หมอวิวเคยเขียนไว้ในบทความเรื่องสารกระตุ้นคอลลาเจนกับโปรแกรมฟิลเลอร์
พอกลไกเป็นแบบนี้ ธรรมชาติของผลลัพธ์ก็ต่างออกไป 3 เรื่อง
เรื่องแรก ผลค่อยเป็นค่อยไป เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างคอลลาเจน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ตั้งแต่วันที่ทำเสร็จ คนที่คาดหวังว่าจะเห็นความต่างตั้งแต่เดินออกจากคลินิกมักรู้สึกว่า “ไม่เห็นเปลี่ยนเลย” ในช่วงแรก ทั้งที่กระบวนการเพิ่งเริ่ม
เรื่องที่สอง มักวางแผนเป็นคอร์สหลายครั้ง โดยเว้นระยะห่างระหว่างครั้งเพื่อให้ร่างกายทำงานและให้แพทย์ประเมินการตอบสนองก่อนวางแผนครั้งถัดไป จำนวนครั้งไม่เท่ากันในแต่ละคน
เรื่องที่สาม ผลที่ได้เป็นเรื่องคุณภาพและความแน่นของเนื้อเยื่อโดยรวม มากกว่าการออกแบบรูปทรงเฉพาะจุดให้ได้ตามที่วางไว้
จากประสบการณ์ในห้องตรวจ กลุ่มที่หมอวิวมักคุยเรื่องแนวทางนี้ด้วยคือคนที่ประเด็นหลักอยู่ที่ คุณภาพผิวบริเวณใต้ตาและแก้มที่ดูขาดความแน่น (กลุ่มที่ 4) มากกว่าคนที่ขาดปริมาตรเป็นร่องลึกชัดเจน และเนื่องจากบริเวณใต้ตาเป็นบริเวณที่ผิวบางเป็นพิเศษ การใช้สารกลุ่มนี้ตรงนี้จึงเป็นงานที่ต้องอาศัยการเจือจาง ตำแหน่ง และความลึกที่เหมาะสม ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะกับทุกคน
ข้อที่ต่างจากโปรแกรมฟิลเลอร์อย่างชัดเจนและควรรู้ก่อนตัดสินใจคือ สารกลุ่ม HA มีทางเลือกให้แพทย์จัดการได้ถ้าผลไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ แต่สารกระตุ้นคอลลาเจนไม่มีวิธีจัดการแบบเดียวกัน ผลข้างเคียงที่ต้องรู้จักของสารกลุ่มนี้คือตุ่มหรือก้อนเล็กๆ ใต้ผิวที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อใช้ในบริเวณที่ผิวบาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่การประเมินก่อนทำและเทคนิคของผู้ทำมีน้ำหนักมาก
หมอวิวขอไม่ผูกตัวเลขว่าผลของแนวทางนี้จะอยู่ได้กี่เดือนหรือกี่ปี เพราะเป็นตัวเลขที่ต่างกันมากในแต่ละคนและแต่ละแผนการรักษา การพูดคุยกับแพทย์ที่ประเมินจริงจะให้ภาพที่ตรงกว่าตัวเลขกลางๆ ที่อ่านจากที่ไหนก็ได้
เทียบให้เห็นภาพ
ขอย้ำก่อนว่าตารางนี้ไม่ได้บอกว่าตัวไหนเหนือกว่าตัวไหน เพราะทั้งสองโปรแกรมออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคนละแบบกัน
| หัวข้อ | โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา | โปรแกรม Olidia 120 |
|---|---|---|
| กลไก | เติมปริมาตรด้วยตัวสารเอง (HA) | กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง (PLLA) |
| ตรงกับกลุ่มไหน | กลุ่มที่ 1 ใต้ตาโหล ร่องลึกจากโครงสร้าง | กลุ่มที่ 4 ผิวบริเวณใต้ตาและแก้มขาดความแน่น |
| จังหวะที่เห็นการเปลี่ยนแปลง | เห็นรูปทรงที่เปลี่ยนไปได้ตั้งแต่วันที่ทำ แต่ต้องรอบวมช่วงแรกยุบก่อนจึงประเมินผลจริงได้ | ค่อยเป็นค่อยไป เพราะรอกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย |
| จำนวนครั้ง | มักทำครั้งเดียวต่อรอบการดูแล แล้วนัดประเมิน | มักวางแผนเป็นคอร์สหลายครั้ง เว้นระยะห่างระหว่างครั้ง |
| ลักษณะผล | ปรับรูปทรงเฉพาะจุดได้ตรงจุด | เน้นความแน่นและคุณภาพผิวโดยรวมของบริเวณนั้น |
| ถ้าผลไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ | สารกลุ่ม HA มีทางเลือกให้แพทย์จัดการได้ | ไม่มีวิธีจัดการแบบเดียวกับ HA จึงต้องประเมินให้รอบคอบก่อนทำ |
จุดสำคัญคือ ทั้งสองโปรแกรมนี้ตอบคนละคำถาม ไม่ได้อยู่บนสเกลเดียวกันที่จะเทียบกันตรงๆ ได้ การเลือกที่เหมาะสมเริ่มจากการรู้ก่อนว่าใต้ตาของตัวเองเป็นแบบไหน ซึ่งต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ ไม่ใช่การเดาเอาเองจากการดูรูปเปรียบเทียบ
บางคนต้องทำร่วมกัน — เพราะอะไร
อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาแบบเดียว บางคนมีทั้งร่องลึกจากโครงสร้าง (กลุ่มที่ 1) และผิวที่ขาดความแน่น (กลุ่มที่ 4) พร้อมกัน
ในกรณีแบบนี้ แพทย์อาจพิจารณาวางแผนใช้สองแนวทางร่วมกัน เพราะแต่ละอย่างแก้คนละมิติของปัญหา แต่สิ่งที่ต้องวางแผนไม่ใช่แค่ “ทำทั้งคู่” แต่เป็น ลำดับก่อนหลังและระยะห่างระหว่างการทำ ซึ่งต้องมาจากการประเมินเป็นรายบุคคล เพราะสภาพผิว ปริมาณไขมันใต้ตา และโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
เคสที่ทั้งสองโปรแกรมนี้ไม่ใช่คำตอบ — หมอวิวขอพูดตรงๆ
เรื่องนี้สำคัญพอๆ กับการบอกว่าโปรแกรมไหนช่วยอะไรได้
- ถุงใต้ตาที่มาจากไขมันในเบ้าตาเลื่อนมาด้านหน้า การฉีดไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ กลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ต้องประเมินแนวทางอื่นซึ่งอยู่นอกเหนือการฉีด และหมอวิวจะบอกตรงๆ ตั้งแต่วันประเมิน ไม่ปล่อยให้เสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่ตรงกับปัญหา
- บวมใต้ตาที่ขึ้นลงตามวัน ควรไล่ที่ต้นเหตุก่อน ทั้งเรื่องการนอน ความเค็ม และโดยเฉพาะภูมิแพ้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไข้จำนวนมากไม่ทันคิดว่าเกี่ยวกัน
- คล้ำที่เป็นเรื่องเม็ดสีล้วนๆ ต้องใช้แนวทางที่ทำงานกับเม็ดสีโดยตรงและอาศัยเวลา ไม่ใช่การเติมเต็มหรือการกระตุ้นคอลลาเจน
- การขยี้ตาเป็นประจำ การนอนไม่พอเรื้อรัง และการไม่ป้องกันแดด ถ้ายังไม่แก้สามข้อนี้ ทำอะไรไปก็เหมือนตักน้ำใส่ตุ่มรั่ว หมอวิวพูดเรื่องนี้กับคนไข้ทุกคนก่อนพูดถึงหัตถการเสมอ
คำถามที่คนไข้ถามบ่อยเรื่องใต้ตา
โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา เจ็บไหม ใต้ตาเป็นจุดที่ผิวบางและรู้สึกไวกว่าจุดอื่นบนใบหน้า ระหว่างทำจึงมีความรู้สึกตึงหรือเจ็บได้ในระดับหนึ่ง ทางคลินิกจะทายาชาเฉพาะที่ก่อนเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัวระหว่างทำ ระดับความเจ็บที่รู้สึกได้จริงต่างกันไปในแต่ละคน
โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา อยู่ได้นานแค่ไหน ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้ ปริมาณ ตำแหน่ง และตัวบุคคล โดยทั่วไปสารกลุ่ม HA จะค่อยๆ สลายไปในระดับหลายเดือนถึงราวหนึ่งปีขึ้นไป และมีข้อมูลจากการติดตามคนไข้ระยะยาวที่ชี้ว่าบริเวณใต้ตาเป็นตำแหน่งที่ผลอาจอยู่ได้นานกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ ซึ่งเป็นเหตุผลที่หมอวิวไม่แนะนำให้เติมซ้ำตามรอบปฏิทินโดยไม่ประเมิน แต่ให้กลับมาให้แพทย์ดูก่อนทุกครั้งว่าควรเติมหรือยัง
ทำโปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน แก้ได้ไหม คำถามนี้มีคนค้นหาเข้ามาเยอะจริงๆ และเป็นความกังวลที่เข้าใจได้ ใต้ตาเป็นจุดที่ผิวบาง ถ้าฉีดโดยไม่ประเมินโครงสร้างให้ดี หรือฉีดในตำแหน่งและปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็มีโอกาสเห็นเป็นก้อนนูนหรือเป็นคลื่นได้ ข่าวดีคือถ้าเป็นสารกลุ่ม HA แพทย์ยังมีทางเลือกในการจัดการอยู่ สิ่งที่ควรทำคือกลับไปหาแพทย์ที่ทำการรักษาให้ประเมินโดยเร็ว ไม่ควรนวดหรือกดเองตามคลิปที่เห็นในอินเทอร์เน็ต
โปรแกรม Olidia 120 กับโปรแกรมฟิลเลอร์ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะสองอย่างนี้แก้คนละมิติ บางคนเหมาะกับอย่างใดอย่างหนึ่ง บางคนแพทย์อาจวางแผนใช้ร่วมกันโดยจัดลำดับก่อนหลัง คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “อันไหนดีกว่า” แต่เป็น “ใต้ตาของฉันเป็นแบบไหน”
ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับแบบไหน ทำยังไง ไม่ต้องเดาเองครับ ใต้ตาแต่ละคนมีรายละเอียดที่ต่างกัน ทางที่ดีคือเข้ามาให้แพทย์ที่ VASYL Clinic ขอนแก่น ประเมินหน้างานก่อน เพื่อวางแผนดูแลที่ตรงกับปัญหาจริงของแต่ละคน และถ้าประเมินแล้วพบว่าสิ่งที่คุณกังวลไม่ใช่เรื่องที่การฉีดจะช่วยได้ หมอวิวก็จะบอกตรงๆ เช่นกัน
ทำหัตถการโดยแพทย์ • ผลลัพธ์ของการดูแลและหัตถการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล · ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ก่อนตัดสินใจ · แพทย์ผู้ดำเนินการ: นายแพทย์เทพนที หาญชนะชัยกูล (ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม เลขที่ ว. 52061)