ช่วงนี้มีคนไข้ถามผมบ่อยมากว่า “หมอ โปรแกรม Thermatrix คืออะไรคะ ทำแล้วเป็นยังไง” บางคนเห็นชื่อจากโซเชียล บางคนเพื่อนแนะนำมา แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรทำหรือเปล่า
บทความนี้ผมเล่าให้ฟังแบบที่คุยกันในห้องตรวจ ตั้งแต่หลักการ ใครเหมาะ ใครต้องแจ้งแพทย์ก่อน ไปจนถึงการเตรียมตัวและการดูแลตัวเองหลังทำ อ่านจบแล้วจะได้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครับ
โปรแกรม Thermatrix คืออะไร ทำงานอย่างไร
โปรแกรมยกกระชับหน้า Thermatrix คือโปรแกรมดูแลผิวด้วยเครื่องคลื่นวิทยุชนิด monopolar RF (Radiofrequency) ซึ่งให้ความร้อนกระจายเป็นบริเวณกว้างในชั้นหนังแท้และชั้นใต้ผิว โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีแผลเปิด
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ผิวของเรามีโครงสร้างอย่างคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งทำหน้าที่ให้ผิวตึงและยืดหยุ่น เมื่ออายุมากขึ้น หรือผ่านการอยู่กลางแดดมานาน โครงสร้างเหล่านี้ลดลง ผิวจึงเริ่มบางลง หย่อนลง และเห็นริ้วรอยชัดขึ้น
ความร้อนทำอะไรกับผิว
เวลาคลื่นวิทยุผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อจะต้านทานพลังงานนั้นและเกิดเป็นความร้อนขึ้นภายในชั้นผิว ความร้อนที่ควบคุมระดับอย่างเหมาะสมทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัว และเป็นสัญญาณให้ร่างกายเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซม สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน
งานวิจัยของเครื่อง monopolar RF ที่ตัดชิ้นเนื้อผิวมาตรวจก่อนและหลังทำ พบว่าคอลลาเจนในชั้นหนังแท้หนาแน่นขึ้น และต่อมไขมันในชั้นผิวมีขนาดเล็กลง ซึ่งไปในทางเดียวกับงานวิจัยในคนไทยที่รายงานว่าความมันบนผิวและขนาดรูขุมขนลดลงหลังทำเป็นชุด ทั้งนี้เป็นการศึกษากลุ่มเล็กที่ยังไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ และเป็นงานของเครื่องในกลุ่มเทคโนโลยีเดียวกัน ผมจึงเล่าให้ฟังเพื่อให้เข้าใจกลไก ไม่ได้ให้ใช้เป็นตัวเลขคาดหวังของตัวเอง
สรุปสั้นๆ คือ ผลที่ได้เป็นการ “ค่อยๆ ดีขึ้น” ตามกระบวนการของผิว ไม่ใช่การเปลี่ยนรูปหน้าในครั้งเดียว และระดับความร้อนต้องปรับให้เหมาะกับผิวของแต่ละคน ซึ่งแพทย์เป็นผู้ประเมินและวางแผน
ทำบริเวณไหนได้บ้าง
โปรแกรมนี้เน้นดูแลบริเวณ “ทั่วทั้งใบหน้า” เป็นหลัก และดูแลต่อเนื่องไปถึงลำคอได้ ส่วนบริเวณรอบดวงตา และบริเวณแก้มสำหรับคนที่กังวลเรื่องรูขุมขน คลินิกมีเป็นโปรแกรมเสริมแยกออกมาอีกต่างหาก สำหรับคนที่อยากดูแลเฉพาะจุดนั้นเพิ่มเติม
โปรแกรมนี้เหมาะกับใคร และใครต้องระวัง
จากที่เจอในห้องตรวจ คนที่ถามถึงโปรแกรมนี้มักมีโจทย์ประมาณนี้
- รู้สึกว่าผิวหน้าไม่แน่นเหมือนเมื่อก่อน เริ่มหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะช่วงแก้มและช่วงล่างของใบหน้า
- ผิวขาดความยืดหยุ่น พื้นผิวไม่เรียบเนียนเท่าเดิม
- ผิวมันร่วมกับรูขุมขนบริเวณแก้มที่ดูกว้างขึ้น
- อยากดูแลผิวแบบไม่ผ่าตัด และไม่อยากมีช่วงพักฟื้นนาน
งานวิจัยในคนไทยที่ศึกษาผู้มีผิวหย่อนช่วงล่างของใบหน้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง พบว่าหลังทำ monopolar RF หนึ่งครั้ง ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ได้รับการประเมินจากแพทย์ผิวหนังว่าดีขึ้นในการติดตามที่ 1, 3 และ 6 เดือน แต่เป็นการศึกษาในคน 30 คนที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ จึงบอกได้ว่าเทคโนโลยีนี้อาจช่วยได้ในกลุ่มที่เหมาะ ไม่ได้บอกว่าทุกคนจะได้ผลเท่ากัน
เคสแบบไหนที่ควรคุยทางเลือกอื่นร่วมด้วย
ผมอยากเน้นว่า “เหมาะ” ในที่นี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ ไม่ใช่แค่ความต้องการของคนไข้ และการบอกตรงๆ ว่าเคสไหนควรใช้วิธีอื่น สำคัญพอๆ กับการบอกว่าเคสไหนเหมาะ
- ผิวหย่อนมาก หรือมีผิวส่วนเกินชัดเจนบริเวณกรอบหน้าและลำคอ โปรแกรมกลุ่มพลังงานไม่ได้ทดแทนการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า
- ประเด็นหลักอยู่ที่ชั้นลึกที่พยุงโครงหน้า แพทย์อาจพิจารณา โปรแกรม Ultherapy Prime ซึ่งใช้คลื่นอัลตราซาวนด์แบบโฟกัสลงไปทำงานถึงชั้น SMAS หรือชั้นเนื้อเยื่อพังผืดระหว่างชั้นไขมันกับกล้ามเนื้อ
- ปัญหาหลักเป็นการสูญเสียปริมาตร เช่น แก้มตอบ หรือร่องที่ลึกจากเนื้อที่ยุบลง โจทย์นี้ตรงกับ โปรแกรมฟิลเลอร์ ที่ทำหน้าที่เติมเต็ม มากกว่าการใช้ความร้อน
- คาดหวังการเปลี่ยนแปลงชัดเจนภายในวันเดียว หรือคาดหวังว่าทำครั้งเดียวแล้วไม่ต้องดูแลอีก กลุ่มนี้ควรคุยเรื่องความคาดหวังกับแพทย์ให้ตรงกันก่อนเริ่ม เพราะผิวยังเปลี่ยนแปลงต่อไปตามวัย
ใครไม่ควรทำ หรือต้องแจ้งแพทย์ก่อน
โปรแกรมที่ใช้คลื่นวิทยุมีข้อห้ามและข้อควรระวังเฉพาะ ผมจึงให้ซักประวัติก่อนทุกครั้ง ข้อมูลด้านล่างอ้างอิงจากเอกสารผู้ผลิตของเครื่องในกลุ่มเทคโนโลยีเดียวกันและเกณฑ์คัดเลือกของงานวิจัย แพทย์จะประเมินร่วมกับข้อมูลของเครื่องที่ใช้จริงอีกครั้ง
ไม่ควรทำ
- ผู้ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังอยู่ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดฝัง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าฝังอื่นๆ เพราะคลื่นวิทยุอาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้
ควรเลื่อนไปก่อน
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพราะยังไม่มีการศึกษารองรับในกลุ่มนี้
- ผู้ที่มีแผล การติดเชื้อ ผื่นอักเสบ หรือเริมกำลังขึ้นในบริเวณที่จะทำ ควรรอให้ผิวหายดีก่อน
ต้องแจ้งแพทย์ก่อน เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล
- มีโลหะฝังบริเวณใบหน้าหรือลำคอ เช่น เหล็กดามกระดูกใบหน้า
- เคยฉีดสารเติมเต็ม ร้อยไหม หรือทำหัตถการอื่นบนใบหน้า พร้อมบอกด้วยว่าทำไปเมื่อไหร่
- เคยเป็นเริมที่ริมฝีปาก
- เป็นเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคพุ่มพวง (SLE) หรือโรคลมชัก
- เคยมีแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์
- มีรอยสัก สักคิ้ว หรือสักขอบปากในบริเวณที่จะทำ
- มีโรคประจำตัวอื่น หรือใช้ยาประจำ
ถ้าไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายหรือไม่ ไม่ต้องเดาเองนะครับ ให้แจ้งทีมงานแล้วเดี๋ยวคุณหมอจะประเมินให้เป็นรายบุคคล
ก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ ต้องรู้อะไรบ้าง
เตรียมตัวก่อนมาคลินิก
- จดรายการยา อาหารเสริม โรคประจำตัว และหัตถการที่เคยทำบนใบหน้าพร้อมช่วงเวลาที่ทำ มาแจ้งแพทย์
- ถ้ามียาที่ใช้ประจำ ไม่ต้องหยุดยาเอง ให้แจ้งแพทย์แล้วรอคำแนะนำ
- ถ้าช่วงก่อนวันนัดผิวมีผื่น แผล หรือเริมขึ้น ให้แจ้งทีมงานล่วงหน้า อาจต้องเลื่อนนัดให้ผิวหายดีก่อน
- มาด้วยผิวหน้าสะอาดถ้าทำได้ และลองคิดไว้ก่อนว่าอยากให้ดีขึ้นตรงไหนมากที่สุด จะช่วยให้คุยกับแพทย์ได้ตรงประเด็น
ขั้นตอนในวันทำ
- ซักประวัติและประเมินผิว แพทย์ตรวจสภาพผิว พูดคุยเป้าหมาย และตรวจสอบข้อควรระวังรายบุคคล
- เตรียมผิว ทำความสะอาดผิวหน้า และเตรียมผิวตามที่แพทย์กำหนด
- ทำหัตถการ ทำโดยแพทย์ โดยปรับระดับพลังงานให้เหมาะกับผิวและความรู้สึกของคนไข้
- รับคำแนะนำหลังทำ แพทย์จะแจ้งวิธีดูแลผิวและอาการที่ต้องสังเกต
ระหว่างทำจะรู้สึกร้อนเป็นจังหวะตามตำแหน่งที่หัวเครื่องสัมผัส ความรู้สึกของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนรู้สึกแค่อุ่น บางคนรู้สึกร้อนมากขึ้นในบางจุด ถ้ารู้สึกไม่สบายตัว บอกได้ทันที เพราะแพทย์ปรับระดับให้เหมาะกับคุณได้
ดูแลตัวเองหลังทำ
อาการที่พบบ่อยหลังทำคือผิวแดงและรู้สึกอุ่น ในงานวิจัยในคนไทย อาการแดงส่วนใหญ่หายไปเองภายใน 1–2 วัน บางคนอาจบวมเล็กน้อยได้ชั่วคราว ช่วงนี้ผมแนะนำแบบทั่วไปว่า
- ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ และเลี่ยงแดดจัด
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน เลี่ยงการขัดผิวหรือผลิตภัณฑ์ที่ระคายง่ายในช่วงที่ผิวยังแดง
- ไม่แกะ เกา หรือนวดแรงๆ บริเวณที่ทำ
- ทำตามคำแนะนำเฉพาะที่แพทย์ให้ เพราะแต่ละคนอาจได้คำแนะนำต่างกัน
อาการแบบไหนควรติดต่อกลับคลินิก
อาการที่พบน้อยแต่ควรรู้จัก ตามเอกสารผู้ผลิตของเครื่องในกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ ผิวพอง ไหม้ ตกสะเก็ด หรือเกิดแผลเป็น ผิวเป็นตุ่มหรือคลำได้ก้อน พื้นผิวไม่เรียบ ความรู้สึกที่ผิวเปลี่ยนไป สีผิวเปลี่ยน และเริมกำเริบในคนที่เคยเป็น
ถ้ามีอาการเหล่านี้ หรือผิวแดงนานกว่าที่แพทย์แจ้งไว้ หรือปวดมากขึ้นแทนที่จะค่อยๆ ดีขึ้น ให้ติดต่อคลินิกทันที ไม่ต้องรอถึงวันนัด
และเพราะ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ทั้งสภาพผิวเดิม วัย พฤติกรรมการดูแลผิว และการป้องกันแดด ผมจึงอยากให้คนไข้ตั้งความคาดหวังจากคำแนะนำของแพทย์ ไม่ใช่จากภาพของคนอื่นครับ
คำถามที่พบบ่อย
โปรแกรม Thermatrix กับโปรแกรม Ultherapy Prime ต่างกันอย่างไร
ทั้งสองโปรแกรมใช้ความร้อนเป็นสัญญาณให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่เหมือนกัน แต่ส่งพลังงานต่างกัน โปรแกรม Ultherapy Prime รวมคลื่นอัลตราซาวนด์ให้บรรจบเป็นจุดเล็กๆ ที่ระดับความลึกที่กำหนดไว้ ลงไปถึงชั้น SMAS ได้ ส่วนโปรแกรม Thermatrix ให้ความร้อนกระจายเป็นบริเวณกว้างในชั้นที่ตื้นกว่า จึงตอบโจทย์เรื่องคุณภาพและความยืดหยุ่นของผิวมากกว่า แพทย์จะประเมินก่อนว่าประเด็นของแต่ละคนอยู่ชั้นไหน บางรายอาจวางแผนใช้ร่วมกัน โดยแพทย์เป็นผู้กำหนดลำดับและระยะห่าง
ทำแล้วต้องพักฟื้นไหม
โปรแกรมนี้ไม่มีแผลเปิด โดยทั่วไปจึงมักกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผิวอาจแดงหรืออุ่นได้ชั่วคราวตามที่เล่าไว้ในหัวข้อดูแลตัวเองหลังทำ แต่ละคนอาจต่างกัน แพทย์จะแจ้งวิธีดูแลให้ทุกครั้ง
เห็นผลเมื่อไหร่ และอยู่ได้นานแค่ไหน
ผลลัพธ์ค่อยๆ ดีขึ้นตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนของผิว งานวิจัยในคนไทยติดตามผลที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังทำ และพบการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตลอดช่วงนั้น ส่วนระยะเวลาที่ผลคงอยู่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ทั้งวัย สภาพผิว วิถีชีวิต และการดูแลต่อเนื่อง ผมจึงไม่ให้ตัวเลขแน่นอน แต่จะประเมินให้ตามสภาพผิวจริงที่ห้องตรวจครับ
ต้องทำกี่ครั้ง
ไม่มีตัวเลขตายตัวครับ ขึ้นกับเป้าหมายและสภาพผิว งานวิจัยเรื่องผิวหย่อนบางชิ้นทำครั้งเดียว ส่วนงานวิจัยเรื่องรูขุมขนและความมันส่วนใหญ่ทำเป็นชุดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปโดยเว้นระยะห่าง แพทย์จะวางแผนจำนวนครั้งและระยะห่างให้หลังตรวจผิวจริง
สนใจปรึกษา ติดต่อคลินิกได้เลย
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากให้แพทย์ช่วยประเมินผิวหน้า ทักมาที่ LINE @vasylclinic หรือโทร 061-020-4245 ได้เลยครับ ที่ VASYL Clinic ขอนแก่น ผมเองและทีมยินดีให้ข้อมูล และประเมินให้ว่าโปรแกรมไหนเหมาะกับผิวของคุณ หรือบางครั้งอาจยังไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็ได้
แหล่งอ้างอิง
- Wanitphakdeedecha R, et al. Efficacy and Safety of Monopolar Radiofrequency for Treatment of Lower Facial Laxity in Asians. Dermatol Ther (Heidelb). 2022;12(11):2563–2573. เปิดอ่าน — การศึกษาไปข้างหน้าในคนไทย 30 ราย ทำ 1 ครั้ง ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ (ใช้อ้างอิง: กลุ่มผิวหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลาง, การติดตามผลที่ 1, 3 และ 6 เดือน, ผิวแดงหลังทำที่หายใน 1–2 วัน, เกณฑ์คัดออก เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าฝังในร่างกาย การตั้งครรภ์และให้นมบุตร แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์)
- Suh DH, et al. Evaluation of Improvement in Skin Laxity and Oiliness After Monopolar Radiofrequency Treatment: A Pilot Study Utilizing Multiple Assessment Tools. J Cosmet Dermatol. 2025. เปิดอ่าน — การศึกษานำร่อง 32 ราย ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ (ใช้อ้างอิง: ผลชิ้นเนื้อพบคอลลาเจนหนาแน่นขึ้นและต่อมไขมันเล็กลง, ความมันบนผิวลดลง)
- Techapichetvanich T, Manuskiatti W, et al. Nonablative monopolar radiofrequency for the reduction of facial pores and sebum excretion in Thai patients. Lasers Surg Med. 2023;55:528–535. เปิดอ่าน — การศึกษาในคนไทย 19 ราย ทำ 2 ครั้งห่างกัน 4 สัปดาห์ ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ (ใช้อ้างอิง: ขนาดรูขุมขนและความมันลดลงหลังทำเป็นชุด, ติดตามผลถึง 6 เดือน)
- เอกสารกำกับผลิตภัณฑ์และข้อมูลความปลอดภัยของผู้ผลิตเครื่อง monopolar RF อีกยี่ห้อหนึ่ง (Important Safety Information). เปิดอ่าน — เอกสารผู้ผลิตเครื่อง monopolar RF อีกยี่ห้อหนึ่งในกลุ่มเทคโนโลยีเดียวกัน ไม่ใช่เครื่องที่คลินิกใช้ (ใช้อ้างอิง: ข้อห้ามในผู้มีอุปกรณ์ไฟฟ้าฝังในร่างกาย, กลุ่มที่ยังไม่มีการศึกษารองรับ เช่น ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เบาหวาน โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคลมชัก เริม รอยสัก และบริเวณที่เคยฉีดสารเติมเต็ม, อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ)
ทำหัตถการโดยแพทย์ • ผลลัพธ์ของการดูแลและหัตถการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล · ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ก่อนตัดสินใจ · แพทย์ผู้ดำเนินการ: นายแพทย์เทพนที หาญชนะชัยกูล (ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม เลขที่ ว. 52061)