เปิดทุกวัน 11:00 – 20:00 น. 061-020-4245 LINE @vasylclinic

โปรแกรมโบท็อกซ์ ริ้วรอยแบบไหนที่ช่วยได้ และแบบไหนที่ต้องใช้วิธีอื่น

โดย นายแพทย์เทพนที หาญชนะชัยกูล (หมอวิว) · เผยแพร่ 24 ส.ค. 2569

หมอวิวขณะประเมินริ้วรอยบนใบหน้าคนไข้ก่อนเริ่มโปรแกรมโบท็อกซ์ ที่ VASYL Clinic ขอนแก่น

มีคำถามหนึ่งที่หมอวิวได้ยินเกือบทุกสัปดาห์ในห้องตรวจที่ VASYL Clinic ขอนแก่น และมักมาพร้อมกับการที่คนไข้เอานิ้วชี้ลงบนใบหน้าตัวเอง

“หมอคะ รอยตรงนี้ ทำโปรแกรมโบท็อกซ์แล้วหายไหมคะ”

คำตอบของหมอวิวขึ้นอยู่กับว่านิ้วนั้นชี้ไปตรงไหน เพราะรอยบนใบหน้าที่คนทั่วไปเรียกรวมกันว่า “ริ้วรอย” จริงๆ แล้วมีที่มาต่างกัน และแต่ละที่มาก็ต้องการแนวทางดูแลคนละแบบ

บทความนี้หมอวิวอยากอธิบายให้ชัดว่า โปรแกรมโบท็อกซ์ ทำงานกับอะไรกันแน่ ริ้วรอยแบบไหนที่มันตอบโจทย์ และแบบไหนที่ต่อให้ฉีดไปก็ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เพราะการเข้าใจเรื่องนี้ก่อนเข้ามาปรึกษา จะทำให้การคุยกับแพทย์สั้นลงและตรงประเด็นขึ้นมาก

โปรแกรมโบท็อกซ์ ทำงานกับอะไรกันแน่

จุดที่คนเข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ่อยคือคิดว่าโปรแกรมโบท็อกซ์ไปทำอะไรกับ “ผิว” โดยตรง เช่น ไปเติมผิวให้เต็มขึ้น หรือไปทำให้ผิวหนาขึ้น ซึ่งไม่ใช่

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือมันไปทำงานกับ กล้ามเนื้อที่อยู่ใต้ผิวชั้นนั้น โดยลดการส่งสัญญาณระหว่างปลายประสาทกับกล้ามเนื้อมัดที่ถูกฉีด ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นทำงานน้อยลงชั่วคราว

ทีนี้ลองนึกภาพกระดาษหนึ่งแผ่น ถ้าเราพับไปพับมาตรงเดิมซ้ำๆ ทุกวันเป็นเวลาหลายปี สุดท้ายรอยพับนั้นจะติดอยู่ที่กระดาษแม้เราจะคลี่มันออกแล้วก็ตาม ผิวหน้าของเราทำงานคล้ายกัน ทุกครั้งที่เราเลิกคิ้ว ขมวดคิ้ว หรือยิ้มจนตายิ้ม ผิวด้านบนกล้ามเนื้อมัดนั้นจะถูกพับตามการขยับ

โปรแกรมโบท็อกซ์จึงเปรียบได้กับการ ลดจำนวนครั้งที่กระดาษถูกพับ ไม่ใช่การไปรีดรอยพับที่ติดอยู่แล้วให้เรียบ ความต่างตรงนี้คือหัวใจของบทความทั้งชิ้น และเป็นเหตุผลว่าทำไมริ้วรอยบางแบบถึงตอบสนองดี ส่วนบางแบบถึงต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

ริ้วรอย 2 แบบที่หน้าตาคล้ายกัน แต่คนละเรื่องกัน

วิธีแยกที่หมอวิวให้คนไข้ลองทำเองที่บ้านก่อนเข้ามาปรึกษา ง่ายกว่าที่คิดมาก ให้ยืนหน้ากระจกแล้วทำสองอย่างนี้

หนึ่ง ขยับหน้าให้เต็มที่ เลิกคิ้วขึ้น ขมวดคิ้ว ยิ้มกว้างๆ แล้วดูว่ามีรอยอะไรขึ้นมาบ้าง

สอง ปล่อยหน้าให้นิ่งสนิท ไม่เกร็ง ไม่ยิ้ม แล้วดูใหม่ว่ารอยเมื่อกี้ยังอยู่ไหม

รอยที่ ขึ้นตอนขยับ แต่หายไปตอนหน้านิ่ง คือกลุ่มที่มาจากการทำงานของกล้ามเนื้อโดยตรง กลุ่มนี้คือกลุ่มที่โปรแกรมโบท็อกซ์ตอบโจทย์ตรงตัว เพราะเมื่อกล้ามเนื้อทำงานลดลง รอยที่เกิดจากการขยับก็ลดลงตามไปด้วย

ส่วนรอยที่ เห็นอยู่แม้ในตอนที่หน้านิ่งสนิท คือรอยที่ฝังตัวลงไปในเนื้อผิวแล้ว กลุ่มนี้ซับซ้อนกว่า เพราะมันมักไม่ได้มาจากการขยับอย่างเดียว แต่มีเรื่องของคุณภาพผิวที่เปลี่ยนไป และเรื่องของปริมาตรใต้ผิวที่ลดลงมาเกี่ยวข้องด้วย รอยกลุ่มนี้จึงมักไม่ได้จางลงจากการลดการขยับเพียงอย่างเดียว และเป็นจุดที่ต้องให้แพทย์ประเมินว่าควรใช้แนวทางไหนร่วมด้วย

ในความเป็นจริง คนไข้ส่วนใหญ่ที่เดินเข้ามามีทั้งสองแบบปนกันอยู่บนใบหน้าเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่หมอวิวไม่เคยตอบคำถามนี้ผ่านแชทได้แบบฟันธง เพราะต้องเห็นหน้าจริงและให้คนไข้ขยับหน้าให้ดูก่อน

ปัญหาแบบไหน แนวทางไหนตอบโจทย์

เพื่อให้เห็นภาพรวมง่ายขึ้น หมอวิวสรุปเป็นตารางเทียบไว้ให้ โดยขอย้ำว่าตารางนี้ใช้เพื่อ ทำความเข้าใจเบื้องต้น เท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือให้วินิจฉัยตัวเอง

แนวทางทำงานกับอะไรตอบโจทย์ประเด็นแบบไหน
โปรแกรมโบท็อกซ์การทำงานของกล้ามเนื้อใต้ผิวรอยที่ขึ้นตอนขยับหน้า · กล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้งานหนักจนขนาดใหญ่ขึ้น
โปรแกรมฟิลเลอร์ปริมาตรที่หายไปในบางบริเวณส่วนที่ดูตอบ ดูแฟบ หรือขอบเขตของรูปหน้าที่ไม่ต่อเนื่อง
โปรแกรมยกกระชับด้วยพลังงานความแน่นของเนื้อเยื่อชั้นลึกความหย่อนคล้อย ขอบหน้าที่เริ่มไม่คม

สังเกตว่าทั้งสามแนวทางทำงานคนละชั้นและคนละกลไกกัน จึงไม่ใช่เรื่องของ “อันไหนดีกว่ากัน” แต่เป็นเรื่องของ ประเด็นที่เรากังวลอยู่ตรงกับชั้นไหน ซึ่งบางคนอาจต้องใช้มากกว่าหนึ่งแนวทางร่วมกัน และบางคนใช้เพียงแนวทางเดียวก็เพียงพอกับสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้ว

หมอวิวเคยเขียนเรื่องการเลือกระหว่างพลังงานแบบต่างๆ ไว้ในบทความเรื่อง โปรแกรม Ultherapy Prime กับคลื่นความถี่วิทยุ และเรื่องการเลือกจุดเติมปริมาตรไว้ในบทความเรื่องขมับกับแก้มตอบ ใครที่อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกว่าประเด็นของตัวเองน่าจะอยู่ในสองกลุ่มนั้นมากกว่า อ่านต่อได้ที่บทความเหล่านั้น

จุดที่คนถามถึงกันบ่อย

หน้าผากและระหว่างคิ้ว เป็นสองจุดที่คนพูดถึงกันมาก เพราะเป็นบริเวณที่กล้ามเนื้อทำงานตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ทั้งตอนเลิกคิ้ว ตอนตั้งใจมอง หรือตอนคิดอะไรอยู่ หลายคนที่มาปรึกษาบอกว่าคนรอบตัวทักว่าดูเครียดหรือดูดุทั้งที่อารมณ์ปกติดี ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับรอยระหว่างคิ้วเป็นหลัก

หางตา หรือที่เรียกกันว่าตีนกา เป็นบริเวณที่ผิวบางกว่าที่อื่นและขยับบ่อยมากจากการยิ้ม จุดนี้ต้องประเมินค่อนข้างละเอียด เพราะการลดการขยับมากเกินไปจะทำให้รอยยิ้มดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอวิวระวังเป็นพิเศษ

กรามและรูปหน้า เป็นอีกกลุ่มที่คนถามถึงบ่อย แต่เป็นคนละเรื่องกับริ้วรอย ในบางคนที่ใช้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวหนักเป็นประจำ เช่น ชอบเคี้ยวของแข็ง หรือมีนิสัยกัดฟันตอนนอน กล้ามเนื้อมัดนั้นอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นจนส่งผลกับรูปหน้าเมื่อมองจากด้านหน้า กรณีแบบนี้จึงต้องแยกให้ออกก่อนว่ารูปหน้าที่กังวลมาจากกล้ามเนื้อ จากไขมัน หรือจากโครงสร้างเดิม เพราะสามอย่างนี้ใช้แนวทางต่างกันโดยสิ้นเชิง และการประเมินต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น

จังหวะของผลลัพธ์ และทำไมถึงไม่ใช่การทำครั้งเดียวจบ

สามข้อต่อไปนี้พูดถึงผลด้านริ้วรอยเป็นหลัก ส่วนเรื่องรูปหน้าและกรามเป็นคนละจังหวะเวลากัน ใช้เวลานานกว่านี้มาก และเป็นเรื่องที่ต้องให้แพทย์อธิบายเป็นรายบุคคล

เรื่องที่หมอวิวอยากให้เข้าใจตรงกันตั้งแต่ก่อนตัดสินใจมีสามข้อ

ข้อแรก ผลไม่ได้เปลี่ยนตั้งแต่วินาทีที่ลุกจากเตียง โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ประมาณสามวันหลังทำ ดังนั้นถ้าใครวางแผนจะทำก่อนงานสำคัญ ควรเผื่อเวลาไว้และคุยกับแพทย์ล่วงหน้าเรื่องจังหวะเวลา

ข้อสอง ช่วงสองสัปดาห์แรกคือช่วงที่กำลังปรับตัว เป็นเรื่องที่หมอวิวเจอบ่อยจนอยากเขียนไว้ให้ชัด คนไข้จำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่คุ้นกับใบหน้าตัวเองในช่วงสัปดาห์แรก บางคนบอกว่ารู้สึกหนักๆ ตึงๆ หรือขยับหน้าได้ไม่เหมือนเดิม แล้วพอผ่านราวสองสัปดาห์ไปจะเริ่มรู้สึกสบายหน้าขึ้นและคุ้นชินกับลุคใหม่ของตัวเอง นี่คือช่วงที่หมอวิวเรียกว่า ผลเข้าที่ และเป็นจังหวะที่หมอวิวมักนัดกลับมาประเมินอีกครั้ง ขอย้ำว่าความรู้สึกช่วงนี้แตกต่างกันมากในแต่ละคน บางคนไม่รู้สึกอะไรเลยตั้งแต่วันแรก

ข้อสาม ผลลดริ้วรอยอยู่ได้ประมาณสี่ถึงหกเดือน แล้วค่อยๆ จางลง เมื่อกล้ามเนื้อกลับมาทำงานตามปกติ รอยที่เคยลดลงก็จะค่อยๆ กลับมาให้เห็นอีกครั้ง ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบคร่าวๆ ที่หมอวิวใช้ในการวางแผนเท่านั้น เพราะระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ไม่เท่ากันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งลักษณะการใช้กล้ามเนื้อของคนนั้น บริเวณที่ทำ และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน หมอวิวจึงประเมินและวางแผนรอบถัดไปเป็นรายบุคคลเสมอ

จุดนี้เองที่ทำให้หมอวิวมองว่าโปรแกรมโบท็อกซ์เป็น เรื่องของการดูแลต่อเนื่องระยะยาว มากกว่าการทำครั้งเดียวแล้วจบ และเป็นเหตุผลที่การเลือกแพทย์ที่จะดูแลเราต่อเนื่องได้จึงสำคัญไม่แพ้การตัดสินใจในครั้งแรก

สิ่งที่ควรรู้เรื่องอาการหลังทำ

หมอวิวสังเกตว่าคำถามที่คนไข้อยากถามมากแต่มักไม่กล้าถาม คือเรื่องอาการหลังทำ บางคนกลัวจนไม่กล้าเดินเข้ามาปรึกษาเลยด้วยซ้ำ หมอวิวจึงอยากเขียนเรื่องนี้ไว้ให้ชัด เพราะการรู้ล่วงหน้าว่าอะไรเป็นเรื่องปกติและอะไรที่ควรรีบบอกหมอ ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ใช่ยากขึ้น

อาการที่พบได้บ่อยและมักดีขึ้นได้เอง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มาจากการถูกแทงเข็มมากกว่าจากตัวยา เช่น เจ็บหรือระบมตรงจุดที่ฉีด ช้ำเป็นจุดเล็กๆ บวมเล็กน้อยรอบบริเวณนั้น บางคนปวดศีรษะตื้อๆ อยู่ช่วงหนึ่ง และบางคนรู้สึกว่าผิวบริเวณที่ทำตึงกว่าปกติ อาการกลุ่มนี้เป็นเรื่องชั่วคราวและมักทุเลาลงได้เอง

อาการที่พบได้น้อยกว่าแต่ควรรู้จักไว้ คือกลุ่มที่เกิดจากยากระจายไปถึงกล้ามเนื้อมัดข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจให้โดน เช่น หนังตาตกลงมากว่าปกติ คิ้วตกลงข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง หรือหน้าดูไม่สมมาตร กลุ่มนี้พบไม่บ่อยและเป็นภาวะชั่วคราวที่ทุเลาลงเมื่อฤทธิ์ยาลดลง หมอวิวอธิบายเรื่องนี้ให้คนไข้ฟังตั้งแต่ก่อนทำเสมอ และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่หมอวิวมักนัดกลับมาประเมินอีกครั้งหลังจากผลเข้าที่แล้ว เพราะความไม่สมดุลเล็กๆ หลายอย่างปรับได้ในนัดนั้น

อาการที่ไม่ควรรอ ให้ติดต่อคลินิกกลับทันที ได้แก่ กลืนลำบากหรือสำลักบ่อย หายใจลำบาก เสียงแหบหรือพูดไม่ชัด กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วตัว มองเห็นภาพซ้อน รวมถึงอาการที่สงสัยว่าแพ้ยา เช่น ผื่นลมพิษ หน้ามืด หรือบวมที่ใบหน้าและลำคอ และอาการที่สงสัยว่าติดเชื้อตรงจุดฉีด เช่น แดงร้อนบวมมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีไข้ อาการกลุ่มนี้พบได้น้อยมาก แต่หมอวิวอยากให้ทุกคนรู้จักไว้ เพราะการติดต่อกลับเร็วทำให้ดูแลได้ทันเสมอ

เรื่องการใช้ชีวิตหลังทำ หมอวิวอยากเคลียร์ความเข้าใจที่ยังส่งต่อกันอยู่ไว้ตรงนี้ด้วย เพราะมีคำแนะนำเก่าบางข้อที่หมอวิวไม่ได้ใช้แล้วในคลินิก การนอนราบหลังทำ ทำได้ตามปกติ ไม่ต้องนั่งรอสี่ชั่วโมง และการก้มก็ไม่ได้เป็นข้อห้าม กลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย สิ่งเดียวที่หมอวิวยังขอให้งดคือ การออกกำลังกายหนักในวันที่ฉีด ด้วยเหตุผลเรื่องเหงื่อที่อาจไหลมาโดนรอยเข็มซึ่งยังเป็นแผลเปิดเล็กๆ อยู่ ไม่ใช่เรื่องของตัวยา วันถัดไปกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ

เรื่องที่ต้องบอกแพทย์ก่อนเสมอ คือถ้ากำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ กำลังใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาแก้ปวดที่อาจทำให้ช้ำง่ายขึ้น มีประวัติแพ้ยาหรือแพ้อาหารบางอย่าง โดยเฉพาะแพ้นมวัว มีการติดเชื้อหรือแผลอักเสบตรงบริเวณที่จะฉีด เคยแพ้โบทูลินัมท็อกซินมาก่อน เคยมีหนังตาตกหลังทำหัตถการลักษณะนี้มาก่อน หรือเพิ่งทำหัตถการแบบเดียวกันมาไม่นาน ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้แพทย์วางแผนได้ปลอดภัยขึ้น ไม่ใช่ข้อมูลที่จะทำให้ถูกปฏิเสธการรักษา

ก่อนตัดสินใจ ควรคุยอะไรกับแพทย์บ้าง

จากประสบการณ์ในห้องตรวจ สิ่งที่ทำให้ผลออกมาตรงกับที่คนไข้คาดหวังมักไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของการคุยกันให้ตรงกันตั้งแต่ต้น หมอวิวแนะนำให้เตรียมสามเรื่องนี้มาคุย

เรื่องแรก บอกให้ชัดว่าสิ่งที่กังวลคืออะไร ไม่ต้องพยายามบอกว่าอยากทำหัตถการอะไร บอกแค่ว่าเห็นอะไรในกระจกแล้วไม่สบายใจก็พอ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะประเมินให้

เรื่องที่สอง บอกความคาดหวังเรื่องความเป็นธรรมชาติ บางคนอยากให้รอยลดลงชัดเจน บางคนอยากให้ยังขยับหน้าได้เป็นธรรมชาติแม้รอยจะลดลงไม่มาก สองอย่างนี้ให้ผลต่างกันและควรตกลงกันก่อนเริ่ม

เรื่องที่สาม แจ้งประวัติสุขภาพ ยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ รวมถึงหัตถการที่เคยทำมาก่อน โดยเฉพาะถ้ากำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องแจ้งแพทย์เสมอ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่หมอวิวย้ำเสมอว่าการประเมินหน้าจริงโดยแพทย์คือขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้ ใครที่อยู่ขอนแก่นและอยากให้หมอวิวช่วยดูว่าประเด็นของตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน ทักเข้ามาปรึกษาก่อนได้ ไม่ต้องตัดสินใจในวันนั้นก็ได้

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ทำโปรแกรมโบท็อกซ์แล้วหน้าจะแข็งจนไม่มีอารมณ์ไหม ตอบ: ความเป็นธรรมชาติของสีหน้าเป็นเรื่องที่คุยกันได้ตั้งแต่ก่อนเริ่ม และเป็นสิ่งที่แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคลจากลักษณะการขยับหน้าของแต่ละคน ถ้าความเป็นธรรมชาติเป็นสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ บอกแพทย์ตั้งแต่ตอนปรึกษาได้เลย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ถาม: โปรแกรมโบท็อกซ์กับโปรแกรมฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไหม ตอบ: ทั้งสองทำงานคนละกลไกกัน แนวทางหนึ่งทำงานกับการขยับของกล้ามเนื้อ อีกแนวทางทำงานกับปริมาตรที่หายไป จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป บางคนเหมาะกับแนวทางเดียว บางคนแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ร่วมกัน ขึ้นอยู่กับการประเมินหน้าจริง

ถาม: ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องทำซ้ำไหม ตอบ: โดยทั่วไปผลลดริ้วรอยจะอยู่ได้ประมาณสี่ถึงหกเดือน แล้วค่อยๆ จางลงเมื่อกล้ามเนื้อกลับมาทำงานตามปกติ ตัวเลขนี้เป็นกรอบคร่าวๆ เท่านั้น เพราะระยะเวลาจริงไม่เท่ากันในแต่ละคนและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งลักษณะการใช้กล้ามเนื้อ บริเวณที่ทำ และการตอบสนองของร่างกาย จึงเป็นเรื่องที่ควรให้แพทย์ประเมินและวางแผนรอบถัดไปเป็นรายบุคคล ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ถาม: ทำแล้วเจ็บไหม ต้องพักฟื้นกี่วัน ตอบ: ระหว่างทำจะรู้สึกเหมือนถูกแทงเข็มเล็กๆ บางจุดอาจรู้สึกจี๊ดขึ้นมาบ้างเพราะผิวแต่ละบริเวณบางไม่เท่ากัน แต่โดยรวมเป็นความรู้สึกที่คนส่วนใหญ่รับได้ และแพทย์ปรับวิธีให้เหมาะกับแต่ละคนได้ หลังทำอาจมีระบมหรือช้ำเป็นจุดเล็กๆ ตรงที่ฉีด ซึ่งเป็นเรื่องชั่วคราวและมักดีขึ้นได้เอง ไม่ต้องนอนพักที่คลินิก กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย นอนราบได้ ก้มได้ ไม่ต้องนั่งรอสี่ชั่วโมงตามที่เคยเข้าใจกัน มีอย่างเดียวที่หมอวิวขอให้งดคือการออกกำลังกายหนักในวันที่ฉีด เพราะเหงื่ออาจไหลมาโดนรอยเข็ม วันถัดไปกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ ความรู้สึกระหว่างทำและผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ถาม: จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ ทำก่อนงานสำคัญกี่วันถึงจะทัน ตอบ: คนส่วนใหญ่จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ประมาณสามวันหลังทำ แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือช่วงสองสัปดาห์แรกยังเป็นช่วงที่กำลังปรับตัว หลายคนรู้สึกไม่คุ้นหน้าตัวเองในสัปดาห์แรก แล้วค่อยรู้สึกสบายหน้าและเข้าที่ขึ้นเมื่อผ่านราวสองสัปดาห์ไป ดังนั้นถ้าวางแผนจะทำก่อนงานสำคัญ หมอวิวแนะนำให้เผื่อเวลาไว้ประมาณสองสัปดาห์จะปลอดภัยกว่าการทำก่อนงานไม่กี่วัน และควรคุยกับแพทย์ล่วงหน้าเรื่องจังหวะเวลา ทั้งนี้ระยะเวลาที่แต่ละคนเห็นผลและความรู้สึกในช่วงปรับตัวไม่เท่ากัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ถาม: อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มทำได้ ต้องรอให้มีริ้วรอยก่อนไหม ตอบ: ก่อนอื่นต้องบอกว่าโปรแกรมนี้เป็นหัตถการสำหรับผู้ใหญ่ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ส่วนคำถามว่าเมื่อไหร่ถึงควรเริ่มนั้น ไม่มีตัวเลขอายุที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะลักษณะการใช้กล้ามเนื้อใบหน้าของแต่ละคนต่างกันมาก บางคนขมวดคิ้วบ่อยตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนอายุมากกว่าแต่แทบไม่มีรอยจากการขยับเลย สิ่งที่ใช้ตัดสินจึงเป็นลักษณะใบหน้าจริงของคนนั้น ไม่ใช่ตัวเลขอายุ ให้แพทย์ประเมินจะตรงกว่า

เกี่ยวกับผู้เขียน

นายแพทย์เทพนที หาญชนะชัยกูล (หมอวิว)
แพทย์ผู้ก่อตั้งและแพทย์ผู้ให้การรักษา VASYL Clinic ขอนแก่น
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม เลขที่ ว. 52061

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทำหัตถการ · ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ทำหัตถการโดยแพทย์ • ผลลัพธ์ของการดูแลและหัตถการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล · ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ก่อนตัดสินใจ · แพทย์ผู้ดำเนินการ: นายแพทย์เทพนที หาญชนะชัยกูล (ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม เลขที่ ว. 52061)

ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ทักมาสอบถามหรือนัดเข้ามาประเมินกับหมอวิวได้เลย ทีมงานตอบไวทุกวัน 11:00 – 20:00 น.

แชททันที LINE @vasylclinic โทร 061-020-4245 Messenger Instagram TikTok เส้นทางมาคลินิก