มีเหตุการณ์หนึ่งที่หมอวิวเจอบ่อยจนอยากเขียนถึงเป็นบทความเต็มๆ สักที
คนไข้นั่งอยู่ตรงหน้า ถามคำถามออกมาหนึ่งคำถาม แล้วรีบต่อท้ายทันทีว่า
“ถามแบบนี้ไม่ได้ไม่ไว้ใจหมอนะคะ แค่อยากรู้เฉยๆ”
คำถามนั้นมักเป็นเรื่องเดียวกัน คือ “ยาที่จะฉีดให้หนู เป็นยาอะไรคะ”
หมอวิวอยากบอกทุกคนที่กำลังอ่านอยู่ตรงนี้ว่า คำถามนี้ ไม่ต้องมีคำขอโทษต่อท้าย เพราะมันคือคำถามที่คนไข้ทุกคนมีสิทธิ์ถาม และเป็นคำถามที่แพทย์ควรตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเล
บทความนี้หมอวิวเลยอยากรวบรวมไว้ให้ครบ ว่ามีอะไรบ้างที่คนไข้ถามได้ก่อนตัดสินใจทำหัตถการที่มีการฉีดสารเข้าร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมโบท็อกซ์ โปรแกรมฟิลเลอร์ หรือโปรแกรมอื่นที่มีการฉีด ทำไมแต่ละข้อถึงสำคัญ และคำตอบที่ดีควรมีหน้าตาแบบไหน
แล้วในตอนท้ายบทความ หมอวิวจะตอบคำถามทั้งห้าข้อนั้นของคลินิกตัวเองให้ดูเป็นตัวอย่าง เพราะการบอกว่า “เราตรวจสอบได้” กับการยอมให้ตรวจสอบจริงๆ เป็นคนละเรื่องกัน
ทำไมหมอวิวถึงอยากให้คนไข้ถาม
สิ่งที่หมอวิวสังเกตมาตลอดสิบปีในงานหัตถการความงาม คือคนไข้จำนวนมาก กลัวว่าการถามจะทำให้แพทย์รู้สึกไม่ดี หลายคนถือคำถามไว้ในใจตั้งแต่นั่งรอ จนกระทั่งลุกออกจากคลินิกไปแล้วก็ยังไม่ได้ถาม
หมอวิวเข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะในวัฒนธรรมบ้านเรา การซักถามคนที่เรามาขอความช่วยเหลือมักถูกตีความว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ แต่ในทางการแพทย์ เรื่องนี้ทำงานกลับด้านกันเลย
ลองนึกถึงตอนที่เราจะซื้อบ้านสักหลัง เราขอดูโฉนด ขอดูใบอนุญาตก่อสร้าง ขอรู้ว่าใครเป็นเจ้าของจริง ไม่มีใครมองว่าเรากำลังกล่าวหาคนขายว่าโกหก เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่านี่คือขั้นตอนปกติของเรื่องที่ใหญ่และย้อนกลับยาก
การฉีดสารเข้าร่างกายก็เป็นเรื่องประเภทเดียวกัน ต่างกันตรงที่มันย้อนกลับยากกว่าการซื้อบ้านเสียอีก เพราะของที่เข้าไปในตัวเราแล้ว จะเอาคืนได้ยากกว่ามาก บางอย่างต้องรอให้ร่างกายจัดการเอง และบางอย่างก็เอาออกไม่ได้เลย
อีกอย่างที่หมอวิวอยากให้รู้คือ แพทย์ที่ตั้งใจดูแลคนไข้จะรู้สึกดีเวลาถูกถาม ไม่ใช่รู้สึกถูกท้าทาย เพราะคำถามแปลว่าคนไข้กำลังตั้งใจทำความเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการดูแลกันในระยะยาว คนไข้ที่เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ จะสังเกตอาการตัวเองเป็น จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรติดต่อกลับ และจะคุยกับแพทย์ได้ตรงประเด็นกว่ามาก
ห้าคำถามที่ถามได้เลย และคลินิกควรตอบได้ทันที
หมอวิวเรียงห้าข้อนี้ตามลำดับที่ถามได้ต่อเนื่องในการปรึกษาครั้งเดียว ไม่ต้องจดไปก็ได้ แค่จำแกนไว้ว่า ยาอะไร · ดูได้ไหม · ใครฉีด · ที่นี่คือที่ไหน · แล้วถ้ามีอะไรจะติดต่อใคร
หนึ่ง — ยาที่จะใช้ ขึ้นทะเบียนกับ อย. ไหม
นี่คือคำถามพื้นฐานที่ควรถามเป็นข้อแรก และเป็นคำถามที่คลินิกควรตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องไปเปิดหาที่ไหน
ทำไมถึงสำคัญ: การขึ้นทะเบียนแปลว่าผู้ผลิตต้องส่งข้อมูลคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลของยาให้หน่วยงานรัฐประเมินก่อนวางจำหน่าย มีมาตรฐานการผลิตที่ถูกตรวจ และมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมายอยู่ปลายทางถ้าเกิดปัญหา ส่วนยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนในไทย คือยาที่ไม่ได้ผ่านการประเมินชุดนี้จากหน่วยงานของไทย และไม่มีผู้รับผิดชอบตามกฎหมายไทยอยู่ปลายทาง
คำตอบที่ดีมีหน้าตาแบบไหน: ตอบได้ตรงๆ ว่าขึ้นทะเบียนหรือไม่ และถ้าคนไข้อยากรู้เพิ่มว่าเป็นตัวไหน ก็บอกได้ในห้องตรวจ
สอง — ขอดูขวดยาก่อนผสมได้ไหม
คำถามนี้เป็นคำถามที่คนไข้ลังเลจะถามมากกว่าข้ออื่นทั้งหมด เพราะรู้สึกว่าเป็นการจับผิด แต่จริงๆ แล้วมันคือคำขอที่ธรรมดามาก
ทำไมถึงสำคัญ: เพราะเป็นข้อที่คนไข้ได้เห็นของจริงตรงหน้า ไม่ใช่แค่ฟังคำบอกเล่า ได้เห็นว่าชื่อยาบนฉลากตรงกับที่คุยกันไว้ไหม ยังไม่หมดอายุ และซีลยังไม่ถูกเปิด · แต่ต้องพูดกันตรงๆ ว่าการมองด้วยตาไม่ได้ยืนยันได้ทุกอย่าง เพราะเราดูไม่ออกว่ายาถูกเก็บรักษามาดีแค่ไหน ข้อนี้จึงมีไว้ใช้คู่กับอีกสี่ข้อ ไม่ใช่ใช้แทนกัน
คำตอบที่ดีมีหน้าตาแบบไหน: ไม่ลังเล ไม่รู้สึกถูกคุกคาม และไม่ต้องอธิบายยาวว่าทำไมถึงไม่จำเป็น
สาม — ใครเป็นคนฉีด เป็นแพทย์หรือไม่ และมีเลขใบอนุญาตอะไร
คำถามนี้ตรงไปตรงมาและถามได้แบบไม่ต้องอ้อม
ทำไมถึงสำคัญ: หัตถการที่มีการฉีดสารเข้าร่างกายเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรม การรู้ว่าใครเป็นคนทำและคนนั้นมีใบอนุญาตหรือไม่ จึงไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานของบริการที่เรากำลังจะรับ
คำตอบที่ดีมีหน้าตาแบบไหน: บอกชื่อแพทย์ผู้ทำและเลขใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว ไม่ใช่ความลับ · และเมื่อได้ชื่อกับเลขมาแล้ว เราตรวจเองได้ด้วย เพราะแพทยสภามีระบบให้ประชาชนค้นชื่อแพทย์คู่กับเลขใบอนุญาตได้ทางเว็บไซต์
สี่ — คลินิกมีใบอนุญาตสถานพยาบาลเลขที่อะไร
หลายคนไม่รู้ว่าเลขนี้มีอยู่ และไม่รู้ว่าตัวเองขอดูได้
ทำไมถึงสำคัญ: ใบอนุญาตสถานพยาบาลเป็นคนละใบกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของแพทย์ ใบหนึ่งรับรอง “คน” อีกใบรับรอง “สถานที่” การมีครบทั้งสองอย่างจึงเป็นคนละเรื่องกัน และควรมีทั้งคู่
คำตอบที่ดีมีหน้าตาแบบไหน: ตอบเป็นตัวเลขได้เลย และปกติเลขนี้จะติดแสดงอยู่ในสถานพยาบาลอยู่แล้ว · ใบอนุญาตสถานพยาบาลก็ตรวจเองได้เหมือนกัน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพมีระบบให้ค้นจากชื่อสถานพยาบาลหรือเลขที่ใบอนุญาต
ห้า — ถ้ามีอาการหลังทำ ติดต่อใครได้ ทางไหน เวลาไหน
ข้อนี้เป็นข้อที่คนถามน้อยกว่าข้ออื่น ทั้งที่หมอวิวมองว่าสำคัญไม่แพ้สี่ข้อแรก
ทำไมถึงสำคัญ: เพราะสี่ข้อแรกเป็นเรื่องของ “ก่อนทำ” แต่ข้อนี้คือเรื่องของ “หลังทำ” ซึ่งเป็นช่วงที่คนไข้อยู่คนเดียวที่บ้าน หัตถการส่วนใหญ่ไม่ได้จบลงตอนลุกจากเตียง การรู้ล่วงหน้าว่าถ้ามีอะไรผิดปกติจะติดต่อใครได้ ทำให้ช่วงหลังทำสบายใจขึ้นมาก
คำตอบที่ดีมีหน้าตาแบบไหน: ระบุได้ว่าติดต่อช่องทางไหน เวลาไหน และใครเป็นคนรับเรื่อง ไม่ใช่แค่ “ทักมาได้เลยค่ะ” ลอยๆ · และควรถามต่ออีกนิดว่า อาการแบบไหนที่ควรติดต่อกลับ เพราะคำตอบของข้อนี้คือสิ่งที่เราจะต้องใช้จริงตอนอยู่บ้านคนเดียว
อีกครึ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน — เรื่องที่คนไข้ควรบอกแพทย์เอง
ห้าข้อข้างบนเป็นเรื่องที่คนไข้ถามคลินิก แต่ความปลอดภัยอีกครึ่งหนึ่งมาจากข้อมูลที่คนไข้เป็นคนบอก และหลายอย่างแพทย์ไม่มีทางรู้ได้เลยถ้าไม่มีใครบอก
- โรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
- ยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ รวมถึงยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยาละลายลิ่มเลือด และยาแก้ปวดบางชนิด
- ประวัติแพ้ ทั้งแพ้ยาและแพ้อาหาร
- ผิวบริเวณที่จะฉีดมีการอักเสบหรือติดเชื้ออยู่ไหม เช่น สิวอักเสบ ตุ่มหนอง หรือแผลตรงตำแหน่งนั้น เพราะเป็นเหตุผลที่แพทย์อาจให้เลื่อนออกไปก่อน
- ตั้งครรภ์ สงสัยว่าตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
- เคยฉีดอะไรมาก่อน ที่ไหน เมื่อไหร่ และเคยมีอาการไม่พึงประสงค์ไหม
ถ้าไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนเกี่ยวหรือเปล่า บอกไปก่อนดีกว่าเสมอ แล้วให้แพทย์เป็นคนตัดสินว่าเกี่ยวไหม
ทำไมยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนถึงเป็นเรื่องใหญ่
ตรงนี้หมอวิวอยากอธิบายกลไกให้ชัด เพราะหลายคนเข้าใจว่าปัญหาคือ “ตัวยาไม่ดี” ซึ่งไม่ตรงกับความจริงเสียทีเดียว
(ตรงนี้หมอวิวยกตัวอย่างด้วยยาที่ทำงานกับกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นหลัก หัตถการฉีดชนิดอื่นมีเรื่องที่ต้องระวังคนละแบบ ซึ่งแพทย์จะอธิบายตามชนิดที่ทำ)
หัวใจของเรื่องนี้คือ แพทย์คำนวณปริมาณยาจากความแรงที่ระบุไว้บนฉลาก
เวลาหมอวิววางแผนให้คนไข้แต่ละคน สิ่งที่ทำคือดูจากลักษณะการใช้กล้ามเนื้อของคนนั้น แล้วคำนวณย้อนกลับมาว่าต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่จึงจะได้ผลตามที่คุยกันไว้ การคำนวณทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานข้อเดียวคือ ตัวเลขบนฉลากเป็นความจริง
มีอีกเรื่องที่คนไข้หลายคนไม่ทราบ คือหน่วยของยากลุ่มนี้เป็นหน่วยเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์ เทียบข้ามกันตรงๆ ไม่ได้ จำนวนหน่วยเท่ากันจากคนละผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้แปลว่าได้ผลเท่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ต้องคิดให้อยู่แล้วเวลาวางแผน แต่จะคิดได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่ากำลังใช้อะไรอยู่
ถ้าความแรงจริงในขวดไม่ตรงกับที่ฉลากระบุ การคำนวณทั้งกระบวนการก็เคลื่อนไปด้วย และเคลื่อนได้สองทาง
ทางแรก แรงน้อยกว่าที่ฉลากบอก ผลที่ได้จะไม่เป็นไปตามที่คุยกันไว้ ซึ่งน่าเสียดายแต่ยังพอแก้ไขกันได้
ทางที่สอง แรงมากกว่าที่ฉลากบอก ทางนี้คือทางที่หมอวิวกังวลมากกว่า เพราะในหัตถการที่ทำงานกับกล้ามเนื้อใบหน้า ปริมาณที่มากเกินกว่าที่ตั้งใจอาจส่งผลไปถึงกล้ามเนื้อมัดข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจให้โดน ทำให้เกิดผลที่ไม่ได้วางแผนไว้ และถ้าปริมาณจริงต่างจากที่คำนวณไว้มาก ผลก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่บริเวณที่ฉีดเสมอไป นี่คือเหตุผลที่คำเตือนเรื่องความปลอดภัยของยากลุ่มนี้ผูกอยู่กับเงื่อนไขว่า ใช้ในขนาดยาที่แนะนำ เมื่อไม่รู้ความแรงที่แท้จริง เงื่อนไขข้อนั้นก็หายไปด้วย
จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวยาเป็นสิ่งอันตรายในตัวเอง แต่อยู่ที่ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในขวดนั้นมีอะไรอยู่เท่าไหร่ เมื่อไม่รู้ ก็คำนวณไม่ได้ เมื่อคำนวณไม่ได้ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ก็ช่วยได้จำกัด เพราะสิ่งที่หายไปคือข้อมูลตั้งต้น ไม่ใช่ฝีมือ
มีอีกเรื่องที่คนนึกไม่ถึงคือ การเก็บรักษาและการขนส่ง ยาแต่ละตัวมีเงื่อนไขการเก็บรักษาระบุไว้ในเอกสารกำกับยาไม่เหมือนกัน บางตัวต้องแช่เย็นตลอดเส้นทาง บางตัวเก็บที่อุณหภูมิห้องได้ ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าทุกตัวต้องแช่เย็น แต่คือของที่ไม่ได้มาตามช่องทางจัดจำหน่ายปกติ มักไม่มีใครยืนยันได้ว่าถูกเก็บตามเงื่อนไขของยาตัวนั้นมาตลอดทางหรือเปล่า ซึ่งอาจมีผลต่อคุณภาพของยาได้ แม้ตัวยาจะเป็นของจริงก็ตาม
ในต่างประเทศเคยมีรายงานผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ที่ตรวจพบว่าความแรงจริงต่างจากที่ฉลากระบุอย่างมาก หมอวิวขอไม่ลงรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะเจตนาของบทความไม่ใช่การทำให้ใครกลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย แต่คือการให้เครื่องมือไว้ตรวจสอบ
สัญญาณที่ควรชะลอการตัดสินใจไว้ก่อน
หัวข้อนี้หมอวิวเขียนถึง พฤติกรรม ไม่ได้เขียนถึงประเภทของสถานที่ เพราะสิ่งที่บอกอะไรเราได้จริงคือสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ไม่ใช่ป้ายหน้าร้าน
- เลี่ยงคำถามเรื่องยา ถามแล้วได้คำตอบกว้างๆ วนไปวนมา หรือเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงผลลัพธ์แทน
- ขอดูขวดยาแล้วไม่ได้ดู โดยไม่มีคำอธิบายที่ฟังแล้วเข้าใจได้
- ตอบไม่ได้ว่าใครเป็นคนฉีด หรือตอบเลี่ยงว่าเป็นคนของที่นี่แหละ
- นัดทำนอกสถานพยาบาล เช่น ที่พัก โรงแรม ร้าน หรือในงานอีเวนต์
- เร่งให้ตัดสินใจภายในวันนี้ โดยผูกกับเงื่อนไขที่ต้องรีบตกลงเดี๋ยวนี้
- ไม่ซักประวัติสุขภาพเลยก่อนทำ ไม่ถามเรื่องโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ การตั้งครรภ์ ประวัติแพ้ หรือเคยฉีดอะไรมาก่อน
- ไม่อธิบายผลข้างเคียงและไม่มีเอกสารยินยอมก่อนทำ
- ไม่มีช่องทางติดต่อกลับที่ชัดเจนหลังทำ
หมอวิวอยากเน้นว่า การเจอข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้แปลว่าที่นั่นไม่ดี บางครั้งเป็นเรื่องของความเร่งรีบหน้างาน หรือการสื่อสารที่ไม่ครบเท่านั้นเอง
สิ่งที่มันบอกเราจริงๆ คือ ตอนนี้เรายังมีข้อมูลไม่พอจะตัดสินใจ ซึ่งแปลว่าเราชะลอไว้ก่อนได้ ถามให้ครบก่อนได้ และกลับไปคิดที่บ้านก่อนได้เสมอ
หัตถการความงามแทบทั้งหมดไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน การเลื่อนออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์เพื่อให้ได้คำตอบครบ แทบไม่มีต้นทุนอะไรเลย ในขณะที่การตัดสินใจทั้งที่ยังไม่รู้ มีต้นทุนที่เราอาจต้องอยู่กับมันอีกนาน
ที่ VASYL เราตอบห้าข้อนี้ว่าอย่างไร
หมอวิวคิดว่าถ้าเขียนบทความชวนให้คนตั้งคำถาม แล้วตัวเองไม่ยอมตอบ ก็คงไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่ ตรงนี้จึงเป็นคำตอบของคลินิกเราทั้งห้าข้อ ตามลำดับเดียวกัน
หนึ่ง ยาที่ใช้ขึ้นทะเบียนกับ อย. ไหม — ยาที่ใช้ในคลินิกเป็นยาที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และรับผ่านช่องทางจัดจำหน่ายตามปกติ ถ้าอยากรู้ว่าเคสของคุณจะใช้ตัวไหน ถามหมอวิวได้โดยตรงในห้องตรวจ
สอง ขอดูขวดยาก่อนผสมได้ไหม — ขอดูได้ บอกได้เลยตั้งแต่ตอนปรึกษาหรือก่อนเริ่มทำ ไม่ต้องเกรงใจ · บอกล่วงหน้าจะสะดวกกว่า เพราะบางวันยาถูกเตรียมไว้ก่อนแล้ว ถ้าเป็นกรณีนั้นเราให้ดูขวดที่ใช้จริงแทนได้
สาม ใครเป็นคนฉีด — หัตถการที่มีการฉีดทำโดยแพทย์ · หมอวิวคือ นายแพทย์เทพนที หาญชนะชัยกูล ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ ว. 52061
สี่ ใบอนุญาตสถานพยาบาลเลขที่อะไร — VASYL CLINIC ใบอนุญาตสถานพยาบาลเลขที่ 40101001067 ที่อยู่ 29/65 หมู่ 7 ถนนศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000
ห้า ถ้ามีอาการหลังทำ ติดต่อใครได้ — ทักมาทาง LINE @vasylclinic ได้ในช่วง 09.00–22.00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด หรือโทร 061-020-4245 ในเวลาทำการคลินิก 11.00–20.00 น. · หมอวิวอธิบายให้คนไข้ฟังทุกครั้งก่อนกลับบ้านว่าอาการแบบไหนเป็นเรื่องปกติที่รอดูได้ และอาการแบบไหนที่ควรติดต่อกลับมา · การจดไว้ว่าตัวเองได้รับยาอะไร จำนวนเท่าไหร่ ตำแหน่งไหน วันที่เท่าไหร่ ก็มีประโยชน์เสมอเวลาต้องเล่าให้แพทย์คนไหนฟังก็ตาม
หมอวิวไม่ได้เขียนห้าข้อนี้เพื่อบอกว่าเราเหนือกว่าใคร แต่เขียนเพื่อให้เห็นว่า คำตอบของคำถามเหล่านี้หน้าตาเป็นอย่างไรเวลามันมีอยู่จริง เพื่อที่คุณจะเอาไปเทียบกับที่ไหนก็ได้ที่คุณกำลังพิจารณาอยู่ รวมถึงที่นี่ด้วย
สรุปสั้นๆ ก่อนจบ
ถ้าจำอะไรจากบทความนี้ได้แค่อย่างเดียว หมอวิวอยากให้จำข้อนี้
การถามไม่ใช่การไม่ไว้ใจ แต่คือการมีส่วนร่วมในการดูแลตัวเอง และคำถามทั้งห้าข้อในบทความนี้เป็นคำถามที่คุณถามได้ทุกที่ ทุกครั้ง โดยไม่ต้องมีคำขอโทษต่อท้าย
ใครที่อยู่ขอนแก่นแล้วอยากปรึกษาก่อนตัดสินใจ ทักเข้ามาถามได้ ไม่ต้องตัดสินใจในวันนั้นก็ได้ และถามครบทั้งห้าข้อได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: ถามเรื่องยาแล้วหมอจะรู้สึกไม่ดีไหม ตอบ: ไม่ควรเลย และหมอวิวอยากให้ถือว่าปฏิกิริยาของคนตอบเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งด้วยซ้ำ ถ้าคำถามธรรมดาแบบนี้ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป นั่นก็เป็นสิ่งที่บอกอะไรบางอย่างกับเราเหมือนกัน
ถาม: ต้องขอดูขวดยาตอนไหน บอกตอนไหนถึงจะไม่ดูเสียมารยาท ตอบ: บอกได้ตั้งแต่ตอนปรึกษาเลย ไม่ต้องรอถึงตอนขึ้นเตียง การบอกล่วงหน้าทำให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติกว่า และทำให้คลินิกเตรียมตัวได้ด้วย
ถาม: ยาขึ้นทะเบียน อย. แล้ว แปลว่าไม่มีผลข้างเคียงเลยใช่ไหม ตอบ: ไม่ใช่ การขึ้นทะเบียนบอกว่ายาผ่านการประเมินคุณภาพและความปลอดภัยตามกระบวนการแล้ว และมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีผลข้างเคียง หัตถการทางการแพทย์ทุกชนิดมีสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังของมันเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ควรอธิบายให้ฟังก่อนทำทุกครั้ง และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ถาม: ราคาถูกกว่าที่อื่น แปลว่าเป็นของไม่ดีหรือเปล่า ตอบ: ราคาไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ใช้ตัดสินเรื่องนี้ได้โดยตรง เพราะราคาของแต่ละที่ประกอบขึ้นจากหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวกับตัวยาเลยก็มี หมอวิวแนะนำให้ดูที่ “เรื่องนี้ตรวจสอบได้ไหม” แทน เพราะเป็นคำถามที่ให้คำตอบชัดกว่าและใช้ได้กับทุกช่วงราคา
ถาม: เคยทำมาแล้วที่อื่นและไม่รู้ว่าใช้ยาอะไร ต้องทำยังไง ตอบ: สิ่งที่ทำไปแล้วเราย้อนไปเปลี่ยนไม่ได้ แต่ยังทำสิ่งที่มีประโยชน์ได้อยู่ คือติดต่อที่เดิมเพื่อขอข้อมูลว่าใช้อะไรไปบ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เรามีสิทธิ์ขอ และเก็บไว้แจ้งแพทย์คนต่อไปเสมอ · และครั้งต่อไป ขอให้จดหรือถ่ายรูปเก็บไว้เลยว่าใช้อะไร จำนวนเท่าไหร่ ตำแหน่งไหน วันที่เท่าไหร่ · ถ้ามีอาการผิดปกติอยู่ ให้เข้าพบแพทย์เพื่อประเมินหน้าจริง อย่ารอดูเอง
ถาม: ถ้าคลินิกตอบคำถามได้ครบทั้งห้าข้อ แปลว่าไม่มีความเสี่ยงแล้วใช่ไหม ตอบ: ห้าข้อนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ควรมี ไม่ใช่คำรับรองว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีหัตถการทางการแพทย์ใดที่ไม่มีความเสี่ยงเลย สิ่งที่ห้าข้อนี้ทำได้คือทำให้เรารู้ว่ากำลังตัดสินใจบนข้อมูลอะไร และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะติดต่อใครได้ ซึ่งต่างจากการตัดสินใจโดยไม่รู้อะไรเลยพอสมควร · และต้องบอกอีกอย่างว่าห้าข้อนี้ตอบคำถามว่า “ที่นี่และคนนี้เชื่อถือได้ไหม” แต่ไม่ได้ตอบว่า “หัตถการนี้เหมาะกับเราหรือเปล่า” ซึ่งเป็นคนละคำถาม และต้องให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล
ทำหัตถการโดยแพทย์ • ผลลัพธ์ของการดูแลและหัตถการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล · ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ก่อนตัดสินใจ · แพทย์ผู้ดำเนินการ: นายแพทย์เทพนที หาญชนะชัยกูล (ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม เลขที่ ว. 52061)